z35W7z4v9z8w
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน"10 วิธีถนอมสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์"


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ..."10 วิธีถนอมสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์"

          นี่คือ 10 วิธีถนอมสายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อให้สายตาของเราได้ใช้งานและอยู่กับเราไปนานๆ มีดังต่อไปนี้ครับ
          1.ควรเลือกจอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำเพื่อถนอมสายตา วิธีทดสอบง่ายๆ ทำได้โดยลองปิดสวิตช์จอภาพ แล้วเอามือหรือแขนไปจ่อไว้ใกล้ๆ จอภาพให้มากที่สุด จอภาพที่มีการกระจายรังสีต่ำจะแทบไม่รู้สึกถึงไฟฟ้าสถิตตามขนที่ผิว คือไม่รู้สึกขนลุก 
          2.ปรับแสงและความคมชัดของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา รวมทั้งความสว่างภายในที่ทำงาน ลดแสงสะท้อนรบกวน เช่น ปิดไฟดวงที่สะท้อนจ้าลงบนจอคอมพิวเตอร์ หากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพที่มีความสว่างมาก ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อดวงตาได้ง่ายและรวดเร็ว จะรู้สึกว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง
          3.ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขนเอื้อม และปรับให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา หากระยะห่างกระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าและปวดตาได้ง่าย
          4.ใช้แผ่นกรองรังสีติดไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสีจากคอมพิวเตอร์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดแสงจ้าจากจอคอมพิวเตอร์ลงได้
          5.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ เพราะฝุ่นจะทำให้สะท้อนแสงมากขึ้น
          6.หยุดพักหรือเปลี่ยนตารางเวลาการทำงานใหม่ จะช่วยให้สายตาคลายความเมื่อยล้าจากการจ้องเพ่งคอมพิวเตอร์ได้ จงหยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็แนะนำว่าควรจะหยุดพักบ่อยๆ โดยแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เช่น พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตาหรือมองไปไกลๆ สัก 5-10 นาที แล้วจึงเริ่มทำงานต่อไป ก็จะช่วยถนอมสายตาได้
          7.อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ว่างไว้บนเปลือกตา และหลับตาสัก 2-3 นาที หรือจะให้ดีกว่านั้นก็คือ ปิดไฟ นอนพักสักครู่ (ถ้าไม่มีปัญหากับหัวหน้านะครับ)
          8.ผู้ที่ใส่คอนแทกเลนส์ อาจจะเกิดอาการตาแห้งเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง ห้องที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ มักจะมีเครื่องปรับอากาศอยู่ด้วยเมื่อบวกกัความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้อากาศแห้งการหยอดน้ำตาเทียมจะช่วได้
         9.ควรกะพริบตาให้่บ่อยครั้งกว่าปกติ เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ ภายใน 10 วินาที ลองพยายามกะพริบตาสัก 1-2 ครั้ง จะช่วยลดความอ่อนล้าของสายตาได้มาก
         10.ตรวจสุขภาพตาบ่อยๆ ผู้ที่ใส่คอนแทกเลนส์ และที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งใช้คอมเตอร์เป็นประจำ ควรตรวจเช็กสุขภาพตาบ้าง

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน "12 สุขลักษณะการนอนที่ดี"


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ...."12 สุขลักษณะการนอนที่ดี"

ที่มาภาพ:คนหลับยาก

          การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดี สำหรับเราแล้วการนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญบางคนนอนได้ยาวนาน บางคนนอนได้ในระยะเวลาที่สั้น อาจมีสาเหตุหลายๆ อย่าง ท่านอนก็มีส่วนทำให้เรานอนหลับได้สบายมากขึ้นวันนี้ขอเสนอ "12 สุขลักษณะการนอนที่ดี" ดังต่อไปนี้
          1.จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ อาทิ ไม่ร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไป ไม่ควรมีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศเงียบสงบ หรืออาจมีเสียงเพลงเพราะๆ คลอเบาๆ
          2.ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น งดเว้นกิจกรรมอื่นในห้องนอน เช่น กินอาหาร หรือเล่นเกมต่างๆ
         3.การดื่มนมอุ่นๆ สักแก้ว หรือกล้วยสึกผลช่วยให้หลับได้ดีขึ้น 
         4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมองทุกชนิด เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่งดื่มชูกำลัง ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน
         5.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ แม้ว่าเราจะเคยได้ยินมาว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้หลับง่าย แต่ถ้าดื่มอย่างต่อเนื่องก็เป็นผลร้ายต่อการนอนเหมือนกัน ดังนั้นไม่ดื่มดีที่สุด
         6.การออกกำลังกายในช่วงเช้าอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วันจะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายหนักในช่วงเย็นหรือก่อนนอน
         7.พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมไปถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดพิเศษอื่นๆด้วย เพราะวิธีนี้จะทำให้วงจรการหลับ-ตื่นของเราทำงานได้ดี 
        8.หลีกเลี่ยงการดูภาพยนต์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ที่มีความตื่นเต้นในช่วงก่อนนอน
         9.พยายามไม่ดื่มน้ำมากในตอนเย็น เพื่อกลางดึกจะได้ไม่ต้องลุกไปห้องน้ำ
       10.คนที่โกรธหรือหงุดหงิดเพราะตัวเองนอนไม่หลับนั้น ไม่ควรที่จะข่มตาบังคับให้หลับอีกต่อไป ควรลุกขึ้นออกจากห้องนอนมาหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อาทิ อ่านหนังสือธรรมะสักเล่ม (ไม่ควรทำอะไรที่ตาสว่าง) เมื่อรู้สึกง่วงจึงกลับไปนอน
       11.ถ้ารู้สึกว่าตัวเองตื่นมากลางดึกแล้วคอยดูเวลาอยู่เรื่อยๆ ก็ให้เก็บนาฬิกานั้นไปไว้ที่อื่น
       12.ไม่ควรกินยานอนหลับ เพราะอาจส่งผลไปถึงการเป็นโรคสมองเสื่อม

"รวมบทความน่าอ่าน"


ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

รวมบทความน่าอ่าน"ลดน้ำหนักให้เห็นผลด้วยการออกกำลังกายแบบสลับช่วง(Interval Training)"


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ"ลดน้ำหนักให้เห็นผลด้วยการออกกำลังกายแบบสลับช่วง(Interval Training)"


          การออกกำลังกายแบบสลับช่วงนั้น มีการทดลองใช้กันมาตั้งแต่ปี ค.ศ 1960 กับเหล่านักกีฬามืออาชีพของสหรัฐอเมริกา ก่อนลงแข่งขันจริงซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
          เพราะการออกกำลังกายแบบสลับช่วง เปรียบเสมือนการให้หัวใจกับปอดได้มาออกกำลังกันโดยตรง ส่งผลให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก และลดแคลอรี่ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด 
          ง่ายๆ เลยสำหรับผู้ที่สนใจในวิธีการออกกำลังกายแบบนี้ เพียงแค่คุณออกกำลังกายอย่างเต็มที่ในช่วงหนึ่ง (ต้องมีความฟิตที่ดีมาก) ประมาณ 2 นาที สลับกับช่วงผ่อน คือยังคงออกกำลังกายอยู่ แต่ผ่อนลงมาให้เหลือเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของการออกำลังกายอย่างเต็มที่
          ให้สลับช่วงกันออกกำลังกายทั้งหมด 20 นาที (เต็มที่ 2 นาที ผ่อน 2 นาที 5 รอบ)รับรองว่าเหงื่อจะออกมามากกว่าปกติ และท่านจะเหนื่อยเลามากๆ เลย ซึ่งตรงนี้เองที่จะทำให้การเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นมากๆ แถมยังมีออกซิเจนไปเลี้ยงได้ทั่วร่างกาย
          สำหรับการออกกำลังกายแบบสลับช่วงนี้ คุณสามารถนำไปประยุกต์หรือปรับใช้กับการออกำลังกายหรือการเล่นกีฬาประเภทใดก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แต่ต้องอบอุ่นร่างกายทุกครั้งก่อนเริ่มออกกำลังกาย และถ้าใครมีโรคประจำตัวก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย จะได้ออกกำลังกายอย่างมีความสุข

"รวมบทความน่าอ่าน"


ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

รวมบทความน่าอ่าน"หัวเราะกันเถอะเรา"


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ...."หัวเราะกันเถอะเรา"
          คุณอาจไม่เคยรู้ ว่าการหัวเราะนั้นเหมือนยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณวิเศษสารพัดดังต่อไปนี้



ที่มาภาพ:หัวเราะบำบัด

          1.หัวเราะช่วยลดร้อน-เติมเย็น เวลาโกรธ เศร้า และหดหู่ เสียงหัวเราะจะช่วยบรรเทาและขจัดอารมณ์เหล่านี้ให้หมดไป เพราะในขณะหัวเราะ ร่างกายจะหลั่งเอ็นดอร์ฟินหรือฮอร์โมนความสุขออกมา ศูนย์การแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าคนที่ชอบนึกถึงเรื่องตลกขบขัน ระดับโทสะจะลดลง 19% และความหดหู่จะลดลง 51% แต่หาได้ดูภาพยนต์หรือวิดีโอตลก ระดับของโทสะจะลดลงถึง 98% เลยทีเดียว
          2.หัวเราะช่วยให้ผิวสวย ดร.มาดาน แคทาเรีย ผู้เขียนหนังสือ Laugh for No Reason การันตีว่าเสียงหัวเราะคือการศัลยกรรมความงามที่ผู้หญิงไม่ต้องเสียเงิน เพราะทุกครั้งที่หัวเราะ กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าจะได้ออกกำลัง ทำให้รูปหน้ากระชับได้สัดส่วนและช่วยเรื่องการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายมีผลทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น
          3.หัวเราะช่วยกระชับชีวิตรัก ชีวิตคู่ที่ไม่มีรอยยิ้มไม่เคยเล่าเรื่องตลกให้กันฟัง หรือไม่แม้กระทั่งกอดคอหัวเราะด้วยกัน ทำให้ขาดรสชาติแห่งการร่วมสุข มีแต่ร่วมทุกข์ เสียงหัวเราะจึงเปรียบเสมือนการเปิดเผยความรู้สึกโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถรับรู้และร่วมสัมผัสได้
          4.หัวเราะช่วยให้หัวใจแข็งแรง เมื่อคนเราหัวเราะ หลอดเลือดจะขยายตัวและทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ถ้าหัวเราะนาน 10 นาที จะมีผลดี คือช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และเมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น ก็ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ผู้ที่เคยมีอาการเกี่ยวกับหัวใจมาก่อน ขอแนะนำให้หัวเราะวันละ 30 นาที จะเป็นผลดีต่อหัวใจอย่างมาก
          5.หัวเราะช่วยบริหารปอด การหัวเราะช่วยบริหารให้ปอดแข็งแรงและเป็นผลดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด การหัวเราะจะช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่า่งกายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยฟอกเลือดและกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          6.หัวเราะช่วยลดความเจ็บปวด สารเอ็นดอร์ฟินที่หลั่งออกมาในเวลาหัวเราะเปรียบเสมือนยาแก้ปวดที่ร่างกายผลิตได้เองตามธรรมชาติจากบทความในนิตยสาร Journal of Holistic Nursing บอกว่าการหัวเราะจะทำให้เราลืมความรู้สึกเจ็บปวด คนไข้ที่ได้ฟังเรื่องตลกหลังจากการผ่าตัดจะรู้สึกเจ็บแผลน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ฟัง
          7.หัวเราะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง การหัวเราะเปรียบได้กับการบริหารร่างกายประเภทแอโรบิก เพราะเมื่อหัวเราะ เราจะสูดออกซิเจนเข้าไปมากกว่าปกติ ช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของโลหิต บางคนเรียกการหัวเราะว่าเป็น Internal aerobics คือการบริหารอวัยวะภายใน การหัวเราะ 1 นาที เหมือนได้ออกกำลังกายด้วย Rowing machine 10 นาที หรือปั่นจักรยาน 15 นาที และถ้าหัวเราะนานตลอด 1 ชั่วโมง จะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 500 แคลอรี่

"รวมบทความน่าอ่าน"


ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน"7 สิ่งที่ไม่ควรดื่ม-กิน ขณะท้องว่าง"

รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ...."7 สิ่งที่ไม่ควรดื่ม-กิน ขณะท้องว่าง"


          1.เหล้า กระเทียม เพราะ 2 สิ่งนี้จะยิ่งกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหารส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบและเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
          2.น้ำตาลหรืออาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไต
          3.ชาแก่ ทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง
          4.ลูกพลับ เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นใส้และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
          5.กล้วยเพาะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
          6.ผัก หากกินผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด
          7.นมและนมถั่วเหลือง แม้จะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการย่อยและดูดซึมก็ต่อเมื่อในกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่


"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย


รวมบทความน่าอ่าน”สัญญาณอันตรายจากมือถือ”

          รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ......”สัญญาณอันตรายจากมือถือ”
          อย่างที่รู้กันว่า ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นอวัยะชิ้นใหม่ของมนุษย์ไปเสียแล้ว ด้วยคุณสมบัติในการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนเมืองใหญ่ในยุคนี้
          แต่ถ้าลองสังเกตกันดูสิว่า เวลาที่เราใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยๆ และเป็นประจำ เราอาจจะรู้สึกปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ กินยาแก้ปวดแล้วก็ไม่หาย นั่นแหละคือผลจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะหลักการรับส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ คือการแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้า ก่อนส่งออกไปในอากาศโดยอาศัยคลื่นพาไป อาทิ คลื่นไมโครเวฟ จากนั้นก็จะส่งไปตามสถานีเครือข่ายที่มีทั่วประเทศโดยผ่านทางเสาอากาศ โดยปกติแล้ว เรานำคลื่นไมโครเวฟมาใช้ในการอุ่นอาหาร เนื่องจากคลื่นสามารถถูกดูดซับโดยส่วนประกอบของสิ่งที่มีน้ำได้ดี และถ้ามีความเข้มสูงพอจะเกิดเป็นความร้อน ก็จะทำให้อาหารนั้นร้อนขึ้นหรือสุกได้


          ถึงแม้ว่าคลื่นไมโครเวฟที่กระจายอยู่ในอากาศจะยังไม่มีความเข้มถึงขีดอันตรายที่จะเกิดความร้อนได้ แต่เมื่อตัวรับสัญญาณโทรศัพท์มือถือได้ดึงดูดคลื่นไม่โครเวฟเข้าสู่ตัวเครื่อง จึงทำให้บริเวณที่อยู่ใกล้คือหูกับศีรษะจะได้รับคลื่นไม่โครเวฟในปริมาณมาก จนอาจเป็นสาเหตุให้ผู้ใช้เกิดอาการปวดศีรษะได้
          ดั้งนั้นเพื่อไม่ให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่ปลอดภัย ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือควรจะต้องหยุดการใช้เครื่องชั่วคราวเมื่อปวดศีรษะ แล้วหันมาใช้โทรศัพท์บ้าน หรือการส่งข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน
          นอกจากนี้ ข้อเสียของการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ ยังก่อให้เกิดอาการหูตึง เนื่องจากเสียงโทรศัพท์ไม่ชัดเจน มีเสียงรบกวนอยู่ตลอดเวลาและถ้าไม่ได้ใช้โทรศัพท์ในตำแหน่งที่รับคลื่นได้สะดวก บุคลิกภาพของผู้ใช้ยังต้องเสียไปอีกด้วย เนื่องจากต้องพะวักพะวนอยู่กับการหาตำแหน่งที่รับฟังได้ชัดเจน แถมยังต้องตะโกนพูดอยู่คนเดียวอีก
          การโทรไม่ติดหรือสายหลุดบ่อยๆ ยังส่งผลให้อารมณ์เสีย หงุดหงิดสุขภาพจิตเสื่อมลงอีกต่างหาก อีกทั้งการที่กล้ามเนื้อคอกับหัวไหล่ต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลาเมื่อต้องถือโทรศัพท์ แถมบางครั้งยังต้องพยายามเอียงคอและใช้มือดันโทรศัพท์ให้แนบติดอยู่กับใบหู ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการปวดศีรษะด้วยเช่นกัน
          เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากเกิดอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ ก็ขอให้จำไว้ว่า ให้หาโทรศัพท์มือถือขนาดเบามาใช้ และอย่าคุยโทรศัพท์นานจนเกินควร อีกทั้งควรใช้อุปกรณ์เสริมช่วยในการโทรศัพท์ขณะที่ขับรถยนต์ด้วยเพื่อลดอุบัติเหตุที่จะเกิดบนท้องถนน แถมยังลดการสาปแช่งจากผู้ที่ขับรถตามมาอีกด้วย


รวมบทความน่าอ่าน
ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

รวมบทความน่าอ่าน"นอนดึก ตื่นสาย ทำให้โง่ เตี้ย ขาดสมาธิ"


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ....."นอนดึก ตื่นสาย ทำให้โง่ เตี้ย ขาดสมาธิ"
สเตฟานี เจ โครว์ลีย์ แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา นำเสนองานวิจัยที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาต่อที่ประชุมประจำปี ของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับครั้งที่ 21 หรือ Sleep 2007 ที่นครนิวยอร์กว่า.....

ที่มาภาพ:ac127
          ผลการศึกษาเบื้องต้นที่ได้จากการศึกษากับอาสาสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 6 คน อายุ 15-16 ปี พบว่า การเข้านอนดึกและตื่นสายช่วงวันหยุด ทำให้นาฬิกาในร่างกายถูกปรับให้สายขึ้น ส่งผลให้รู้สึกงัวเงียในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งทำให้ภาวะการณ์เรียนรู้บกพร่อง และขาดสมาธิ
          อีกทั้งยังมีผลการวิจัยจากอีกหลายประเทศระบุชัดเจนว่า การที่เด็กหรือวัยรุ่นอดนอน นอนน้อย นอนดึก หรือนอนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของร่างกายด้วย อาทิ รูปร่าง เตี้ย ไม่แข็งแรง ความสามารถในการเรียนรู้น้อยกว่าคนที่นอนหลับอย่างเพียงพอ
           เนื่องจากในระหว่างการหลับสนิท โกรธฮอร์โมนจะหลั่ง ส่งผลให้คนที่เจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ร่างกายสูง แข็งแรง ส่วนในคนที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แจ่มใสร่าเริง
          ซึ่งช่วงเวลาโดยเฉลี่ยที่ควรนอนในแต่ละวันอยู่ที่ 8 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามแต่ละช่วงวัยต้องการการนอนที่แตกต่างกัน เด็กจะต้องการการนอนมากกว่าผู้ใหญ่
          ซึ่งผู้เชี่ยชาญโดยทั่วไปแนะนำให้วัยรุ่นนอนไม่ต่ำกว่าคืนละ 9 ชั่วโมงแต่ในความเป็นจริงแล้ววัยรุ่นส่วนใหญ่นอนหลับเพียงคืนละ 7 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น ถ้าไม่อยากโง่ เตี้ย ขาดสมาธิ ก็จงอย่านอนดึกตื่นสายจนติดเป็นนิสัยเด็ดขาด

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

สูตรแก้แฮงก์


รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ..."สูตรแก้แฮงก์"
ที่มาภาพ:manager.co.th
สูตรแก้แฮงก์
          1.ก่อนดื่มเหล้าประมาณ 1 ชั่วโมง ควรกินอะไรรองท้องไว้ก่อนถ้าจะให้ดีก็ควรเป็นอาหารประเภทข้าว นม ไข่ หรือแกงประเภทจับฉ่าย ใส่กะหล่ำปลีเยอะๆ
          2.ระหว่างดื่มเหล้า ให้เลือกเหล้าสีจางไว้ก่อน ถ้าไม่ติดรสชาตินักก็ให้เลือกผสมน้ำจะดีกว่าผสมโซดา เพราะโซดาจะทำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์ผ่านไปถึงสมองเร็วขึ้น ระหว่างดื่มเหล้า ก็ควรมีกับแกล้มประเภทถั่วหรือโปรตีนอื่นๆด้วย
          3.หลังดื่มเหล้า ให้ดื่มชาสมุนไพรร้อนๆ เช่น ชาดอกคำฝอย หรือชาลูกใต้ใบ ก่อนนอนให้กินของว่าง เช่น ขนมปังกรอบทาแยมหรือน้ำผึ้งเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ให้อาบน้ำเย็น แล้วดื่มน้ำเปล่า น้ำมะนาวคั้นหรือชาสมุนไพร ตามด้วยแอปเปิลสัก 1 ผล สายๆ ก็ให้กินข้าวกับแกงเลียงร้อนๆสักถ้วย
          4.หาวิตามินบี 6 ติดกระเป๋าเอาไว้กินระหว่างการดื่ม จะช่วยให้ไม่มีอาการมึนเมา หรืถ้ามีก็ไม่มากจนถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้ และยังช่วยลดอาการเมาค้าง เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาก็จะไม่ทรมานจากอาการปวดศีรษะเนื่องจากเมาค้าง
          5.แต่วิธีที่แน่นอนที่สุดที่จะทำให้ไม่แฮงก์ได้ก็คือ "ไม่ดื่มนะครับพี่น้อง"

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โรคเส้นเลือดขอด

รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ..."โรคเส้นเลือดขอด"
หลอดเลือดขอด (Varicose Veins) เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ส่วนใหญ่หมายถึงความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณขาซึ่งเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาจากแพทย์
          ในหลอดเลือดดำที่ขา เลือดจะถูกลำเลียงกลังไปยังหัวใจภายใต้ความดันประมาณ 20 มิลลิเมตรปรอท โดยที่เลือดในกล้ามเนื้อขาจะเข้าไปในหลอดเลือดดำส่วนลึก ส่วนเลือดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อยู่รอบนอกจะไหลไปตามหลอดเลือดดำ เมื่อมีความผิดปกติของการรวมกันของหลอดเลือดดำที่ตำแหน่งนี้จะทำให้เลือดย้อนลงตามหลอดเลือดดำส่วนตื้น ทำให้มีการโป่งขยายของหลอดเลือดดำส่วนปลายที่เรียวกว่า "ภาวะหลอดเลือดขอด"

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดขอด ได้แก่
          1.อายุที่มากขึ้น จะพบหลอดเลือดขอดได้มากขึ้นกว่า 70% ของคนอายุ 70 ปีขึ้นไปจะพบหลอดเลือดขอด
          2.ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวมีโอกาสเกิดหลอดเลือดขอดเพื่มขึ้นเป็น 2 เท่า
          3.หลอดเลือดขอดพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
          4.บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยให้ประวัติว่ามีหลอดเลือดขอดเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นผลจากการที่มี
ระดับของฮอร์โมนสูงขึ้น
          5.กลุ่มอาชีพที่ต้องยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหลอดเลือดขอด
          6.หลอดเลือดขอดพบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงเกินค่ามาตรฐาน
          7.หลอดเลือดขอดพบได้ 12% ของประชากรในประเทศตะวันตกส่วนอุบัติการณ์ในประเทศทางตะวันออกจะต่ำกว่า ทั้งนี้อาจมีส่วนสัมพันธ์กับอาหารที่กิน

          ส่วนกลไกที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดหลอดเลือดขอดยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะเป็นความผิดปกติของผนังหลอดเลือดดำหรือวาลว์ปิด-เปิดในหลอดเลือดดำเสียไป

อาการของภาวะหลอดเลือดขอด
          ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์ เนื่องจากลักษณะที่แลเห็นจากภายนอกมองดูไม่สวยงาม เนื่องจากมีการขอดตัวของหลอดเลือดดำส่วนตื้น โดยจะมีขนาดประมาณ 3-15 ม.ม. มักเริ่มเป็นที่น่องโดยที่ไม่มีอาการใดๆ ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการปวดล้า หรือรู้สึกเมื่อยที่ขาหลังจากยืนนานๆ มักมีอาการมากขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็น ผู้ป่วยจะรู้สึกดีเมื่อได้นอนราบและยกขาขึ้นสูง
          หลอดเลือดขอดที่เป็นอยู่นาน อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาโดยมากจะเป็นการอักเสบของตัวหลอดเลือดขอดเอง หรือบางคร้ังเกิดการอุดตัน แต่พบได้น้อยมาก และปัญหาเลือดออกมากหลังได้รับอุบัติเหตุที่หลอดเลือดขอดขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนังที่ค่อนข้างบาง ซึ่งอาจทำให้เสียเลือดในปริมาณมาก  แต่สามารถแก้ไขได้ง่าย  โดยให้ผู้ป่วยนอนยกขาสูงและพันด้วยผ้ายืดซึ่งจะช่วยหยุดเลือดได้

การรักษาโรคหลอดเลือดขอด
          ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การให้คำแนะนำ การใช้ถุงน่องทางการแพทย์หรือการพันผ้ายือ การฉีดยาเข้าหลอดเลือดขอด หรือการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหลอดเลือดขอดและอาการของผู้ป่วย แต่เบื้องต้น คุณควรหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งประจำที่อยู่นานๆ ควบคุมน้ำหนักตัว และหมั่นออกกำลังกายด้วยการเดิน เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบน่อง ซึ่งจะทำให้อาการของหลอดเลือดขอดลดลง

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

รู้จัก"กุ้งยิง"

รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ..."กุ้งยิง"

 ที่มาภาพ:ilikeeye.com
          เมื่อก่อนเราอาจจะเข้าใจกัว่า การแอบดูคนอื่นอาบน้ำ หรือมองคนอื่นในสภาพที่เปลือยเปล่านั่นเองที่เป็นสาเหตุของ "ตากุ้งยิง" แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะ.....
          กุ้งยิง (Sty) คือ "สิวที่เปลือกตา" เกิดจากการติดเชื้อในรูขุมขนของขนตา หรือการติดเชื้อในต่อมไขมันซึ่งอยู่ติดกัน ดังนั้น เพื่อสู้กับอาการติดเชื้อ ร่างกายจึงเพิ่มปริมาณเลือดที่จะส่งไปยังบริเวณดังกล่าวนั่นเองจึงทำให้กุ้งยิงปรากฏขึ้น
          ลักษณะของกุุ้งยิงคล้ายฝีอักเสบขนาดเล็ก มีสีแดง และเจ็บ สำหรับคนที่เป็นกุ้งยิงนั้น ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรมากเป็นพิเศษ เพราะมันจะสุกและแตกไปเองภายใน 2-3 วัน ส่วนอการอักเสบก็จะหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์
          แต่ถ้าอยากหายเร็วขึ้นและบรรเทาอกาการปวดลง ก็ให้เอาน้ำอุ่นเข้าประคบครั้งละ 15 นาที วันละ 3-4 คร้้ง ที่สำคัญห้ามบีบเค้นหรือขยี้ตาเด็ดขาด เพราะนอกจะอักเสบรุนแรงขึ้น ยังจะทำให้แพร่เชื้อได้อีกด้วย
          ทางที่ดีควรดูว่า เมื่อหนองกลายเป็นหัวสิวแล้ว ก็พยายามดึงขนตาออกจากรูขุมขนที่ติดเชื้อ ก็จะทำให้หายเร็วขึ้น และถ้ายังไม่ยอมหายหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที 

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย 

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กลิ่นแรงแก้ไขได้

รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ"กลิ่นแรงแก้ไขได้"
          เคยไหมที่อยู่ใกล้ใครหรือคุยกับใครแล้วเราแทบจะเดินหนีเขา ไม่อยากเสวนาด้วย เพราะกลิ่นอันไม่พึงประสงค์โชยเข้าจมูกคุณอยู่ตลอด
          สำหรับคนที่มีกลิ่นเช่นนี้ แน่นอนว่าจะทำให้เขาขาดความมั่นใจในตัวเอง และสิ่งที่ตามมาคือ เขาจะชอบเก็บตัวอยู่ลำพัง ดังนั้นเพื่อขจัดเหตุการณ์เช่นนี้ให้หนีไกลจากตัวคุณและคนที่อยู่เคียงข้างคุณเรามารู้จักสาเหตุ วิธีป้องกัน และรักษา กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ต่างๆกัน

ข้อมูลภาพ:men.mthai.com


โรคกลิ่นแรงมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

          1.กลิ่นตัว เกิดจากการที่ต่อมไขมันขับความมันออกมาจากรูขุมขนตามร่างกาย เช่นเดียวกับต่อมเหงื่อ เมื่อทั้งความมันทั้งเหงื่อมาผสมกันและอยู่ในสถานะที่อับชื่นนานพอเหมาะ บรรดาเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ก็กินของโปรดจนสามารถแพร่พันธุ์ออกมาจำนวนมาก พร้อมทั้งส่งกลิ่นเหม็นอับออกมา
ง่ายๆเลยกับการขจัดปัญหาเรื่องกลิ่นตัว คือ เราต้องทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ งดอาหารที่มีกลิ่นแรง (เครื่องเทศชนิดต่างๆ  กะปิ กระเทียม) เสื้อผ้ารองเท้า ต้องซักอยู่เป็นประจำ ไม่ใส่หมักหมมอาจจะหาน้ำหอมชโลมการสักหน่อย หรือไม่ก็พาตัวเองไปในที่ที่จะทำให้เหงื่อออก แค่นี้ก็ไม่มีกลิ่นตัวแล้ว
          2.กลิ่นปาก สาเหตุหลักๆ ก็คือการที่เราแปรงฟันไม่สะอาดทำให้มีคราบอาหารหรือคราบแบคทีเรียติดอยู่ตามผิฟัน ลิ้น หรือกระพุ้งแก้มสุดท้ายก็จะบูดเน่าและส่งกลิ่น บางคนอาจถึงขั้นฟันผุ หรือมีหนองเกิดขึ้นที่รากฟัน นั่นหมายถึงขั้นรุนแรง กลิ่นจะเหม็นเอามากๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อบุคลิกภาพอย่างยิ่ง ทางที่ดีเราควรแปรงฟันให้สะอาดอาจใช้ไหมขัดฟันขัดเศษอาหารตามซอกฟันควบคู่ไปด้วย หรือบ้วนน้ำยาบ้วนปากชนิดไม่รุนแรงตามอีกคร้ง สำหรับคนที่ฟันผุควรจะไปให้ทันตแพทย์อุดฟันซี่นั้น หรือถ้าเกินจะอุดก็ถอนออกมาเพื่อที่กลิ่นปากจะได้หอมสดชื่น

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน ภัยเงียบจากโรคกระดูกพรุน

รวมบทความน่าอ่านวันนี้ขอเสนอภัยเงียบจากโรคกระดูกพรุน

          ที่มาภาพ:โรคกระดูกพรุน
                    
1ใน  3   ของผู้หญิงเป็นโรคกระดูกพรุน
1ใน  12 ของผู้ชายเป็นโรคกระดูกพรุ่น
              ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักกับโรคกระดูกพรุน รวมไปถึงวิธีการรักษาและป้องกัน เพื่อสุขที่ดีในวันนี้และวันต่อๆไป
              เริ่มกันที่่ที่มาของโรคก่อน เคยมีผู้เปรียบเทียบเรื่องแคลเซียมให้เข้าใจอย่างง่ายๆว่า "ระดับแคลเซียมที่ปกติ" ก็คือ "จำนวนเงินที่ติดกระเป๋า"สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดยแคลเซียมส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ และส่วนที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูกนั้นคือ "ค่าใช้จ่ายในประจำวัน" "แคลเซียมในกระดูก" เสมือนเงินฝากในธนาคาร และแคลเซียมที่ดีรับจากอาหารแต่ละวันนั้น เสมือนรายได้ประจำวันซึ่งหากรายรับมากกว่่ารายจ่าย อาจมีเหลือเก็บในธนาคารซึ่งเปรียบเสมือนการสะสมแคลเซียมในกระดูกแต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องถอนจากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายทำให้เกิดการขาดดุล
                ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินในธนาคารก็จะร่อยหรอซึ่งก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจึงต้องละลายแคลเซียมจากกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือดทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆลดลงและนี่คือสาเหตุหนึ่งของโรคกระดูกพรุน
                ผู้ที่ป่วยเป็นโครกระดูกพรุนจะเกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกโครงสร้างรังผึ้งภายในเสื่อสลายกระดูกจึงเปราะบางเป็นรูพรุนและเกิดการหักง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะที่กระดูกสันหลังสะโพกและข้อมือ
                นอกจากนี้โรคกระดูกพรุนยังจะส่งผลทำลายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้พบว่า 20% ของผู้กระดูกสะโพกหักจะเกิดโรคแทรกซ้อนและเสียชีวิตภายในหนึ่งปี และ 50% ของผู้ป่วยไม่สามารถกลับมาเคลื่อไหวได้ดังเดิม
                แล้วด้วยความที่โรคนี้จะดำเนินไปอย่างเงียบๆโดยไม่มีอาการแสดงให้เห็นจนกว่ากระดูกจะหักแล้วผู้ป่ายถึงจะรู้ตัว หลายคนจึงขนานนามให้กับโรคนี้ว่า "ภัยเงียบ"
                แต่โรคกระดูกพรุนก็สามารถป้องกันได้โดย
                - กินแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน
                - ออกกำลังกายชนิดที่มีน้ำหนักกดลงบนกระดูกเป็นประจำ อาทิ การเดิน วิ่ง หรือเต้นแอโรบิก
                - หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ น้ำอัดลม
                - งดสูบบุหรี่

บทความน่าอ่าน
ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย ผู้แต่ ดุสิตา สำนักพิมพ์ไพลิน

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

5 อาหารป้องกันหวัด

บทความน่าอ่านวันนีัขอเสนอ 5 อาหารป้องกันหวัด
https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=2375755880188748195#editor/target=post;postID=3494169613430343715

อาหาร 5 ชนิดที่อาจให้ผลในการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกัน หรือลดความรุนแรงของหวัด มีดังนี้
   
1.อาหารรสเผ็ดรวมทั้งเครื่องเทศ เช่น กระเทียม พริก ลดอาการคัดจมูก ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น
   
2.กระเทียม ช่วยลดอาการหวัด จะเติมลงในอาหารหรือเคี้ยวสดๆวันละ 1-2 กลีบก็ได้
   
3.ดื่มน้ำมากๆแทนที่จะดื่มกาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน อาจดื่มน้ำผลไม้คั้นสดบ้าง
   เพื่อเสริมวิตามินซี เครื่องดื่มร้อนที่ช่วยได้ เช่น น้ำมะนาวอุ่นๆ จะช่วยลดเสมหะได้
   
4.ซุปไก่ร้อนๆ จะช่วยลดอาการคัดจมูก อาจเติมผักหลายๆ สี เพื่อเพิ่มสารแอนติออกซิแดนต์ ทำ
   ให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นเคี่ยวนานๆ จนโปรตีนย่อยสลาย
   เป็นไดเปปไทด์อาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกาย
        
5.สารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน(วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี ช่วยกำจัดสิ่งแปลก
   ปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
   เช่น แครอต ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น

"บทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย ผู้แต่ง ดุสิตา สำนักพิมพ์ไพลิน

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผลไม้ที่ช่วยล้างพิษ

1.แอปเปิล
เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แอปเปิลมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่ชื่อเพกติน ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยกำจัดสารพิษทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิลยังมีเส้นใยมากซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น






2.แตงโม
          แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิตและทำให้สบายท้อง





3. องุ่น
          เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่ออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกายองุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแ่ร่ ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย




4.สับปะรด
         มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์นี้ช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ช่วยทำงานของต่อมไร้ท่อ และช่วยกำจัดน้ำมูก




5.มะละกอ
         มีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย่อยเพปซินในกระเพาะอาหาร จึงช่วยให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น มะละกอดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย




ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย ผู้แต่ง ดุสิตา สำนักพิมพ์ไพลิน

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทำความรู้จัก โรคหอบจากอารมณ์

โรค หอบจากอารมณ์(Hyperventilation Syndrome) คือ การที่ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเร็วและลึกอยู่นาน จนทำให้เกิดความผิดปกติของค่าสารเคมีในเลือด ทำให้มีอาการต่างๆ ทางร่างกายติดตามมา อาการดังกล่าว มักสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล หรือได้รับความกดดันทางจิตใจ ก่อนหน้าที่จะมีอาการ ซึ่งอาการดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต หากไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางกายอื่นๆ
ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบเร็ว บ่นหายใจลำบาก หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น อาจพบอาการเกร็ง มือจีบ และอาจมีอาการชาบริเวณรอบปากและนิ้วมือได้ ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลง ทำให้เกิดการหดตัวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่สมอง รวมทั้งมีการลดลงของค่าแคลเซียมที่เป็นตัวออกฤทธิ์ในเลือดลดลงด้วย อาการดังกล่าว มักสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล โดยก่อนเกิดอาการอาจพบว่า ผู้ป่วยมักมีปัญหากดดันจิตใจอย่างเห็นได้ชัด เช่น ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หรือที่ทำงาน หรือมีปัญหาการเรียน ต้องสอบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าว อาจคล้ายคลึงกับอาการหอบจากสาเหตุทางกายได้หลายสาเหตุ เช่น โรคหอบหืด (asthma) ภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะเป็นกรดในเลือดจากเบาหวาน (diabetic toacidosis) และอื่นๆ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการดูแลที่ถูกต้องตามสาเหตุต่อไป
รักษาอาการ หายใจหอบ โดยการพยายามหายใจให้ช้าลง หรือให้หายใจในถุงกระดาษที่ครอบทั้งปากและจมูก รวมทั้งการได้รับยาในกลุ่มยาคลายกังวล จะช่วยให้อาการหายใจหอบทุเลาลง แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฉีด ซึ่งจะออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว
อาการดังกล่าวพบบ่อยในผู้ป่วยหญิง วัยเรียน ถึงผู้ใหญ่ตอนต้น ก่อนเกิดอาการมักมีปัญหากดดันจิตใจ แต่ควรระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอายุมาก มีโรคประจำตัวอยู่เดิม หรือบุคลิกเดิมของผู้ป่วยไม่มีปัญหาในการปรับตัวกับภาวะกดดันมาก่อน หรือผู้ป่วยที่มีอาการโดยที่ไม่มีปัญหากดดันที่ชัดเจน ซึ่งอาการดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุทางกายที่กล่าวไปข้างต้น
ผู้ป่วยควรได้รับการอธิบายเพื่อเข้าใจถึงกลไกการเกิด อาการ รวมทั้งได้รับความมั่นใจว่าอาการดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และควรให้มาติดต่อรักษากับแพทย์ตามนัด
ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่ เหมาะสมเมื่อเกิดอาการ และ เนื่องจากอาการหอบทางอารมณ์ มักสัมพันธ์กับความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับ การรับมือและการแก้ไขสาเหตุของความตึงเครียด รวมทั้งและได้รับการดูแลด้านจิตใจ เพื่อให้ปรับตัวในการรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี อาการดังกล่าว จะไม่ได้นำไปสู่โรคอื่นๆที่อันตราย ส่วนการพกบัตรประจำตัวผู้ป่วย จะได้ประโยชน์ในแง่การได้รับความสะดวกเมื่อไปติดต่อกับทางโรงพยาบาล และในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ไม่สามารถให้ข้อมูลได้
สำหรับผู้ป่วยที่สามารถใช้วิธีการฝึกหายใจให้ช้าลง ในการลดอาการหอบหายใจเร็ว อาจไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์ใดๆ แต่หากไม่สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้ อาจพกถุงกระดาษติดตัวเพื่อใช้เวลาเกิดอาการ
ที่มาข้อมูล:สสส

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน โรคลำไส้แปรปรวน โรคฮิตคนทำงาน




โรคลำไส้แปร ปรวนไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่เชื่อว่าเป็นโรคที่สร้างความรำคาญ และส่งผลอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และบั่นทอนคุณภาพชีวิตแก่ผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมาบอกถึงสาเหตุและวิธีการรักษาค่ะ
โรคลำไส้แปรปรวนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเอง หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ความผิดปกติของชนิดแบคทีเรียหรือปริมาณแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร และอาจเกิดจากการรับประทานอาหารบางชนิดในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดลำไส้แปรปรวนได้ นอกจากนั้นภาวะเครียดก็เป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน มากขึ้น
อาการของ โรคลำไส้แปรปรวน ที่สำคัญ คือ จะมีอาการปวด อืดหรือไม่สุขสบายในช่องท้อง โดยอาการปวดหรือไม่สุขสบายดังกล่าว จะเกิดขึ้นสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของความถี่ หรือลักษณะของอุจจาระ หรืออาการปวดและไม่สบายท้องนั้นดีขึ้นหลังการขับถ่ายอุจจาระ
โรคนี้อาจเกิดกับบางคนที่ไวต่ออาหารบางชนิด เช่น น้ำส้มสายชู กาแฟ ของเผ็ด มัน หรือผลไม้บางชนิด ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย เมื่ออาหารดังกล่าวตกถึงกระเพาะก็จะกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาทวิ่งตรงไปลำ ไส้ใหญ่ อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องถ่ายท้องทันที โดยทั่วไป หากอาการไม่รุนแรง อาจไม่ต้องกังวลนัก เพราะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร อาจมีความเสี่ยงบ้าง หากไปรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ก็ไม่ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่อย่างใด อาจมีอาการเพียง ถ่าย 2-3 ครั้งก็จะหายไปเอง บางคนอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือปวดท้อง ท้องอืดบ่อยก็สามารถบรรเทาด้วยการกินผักผลไม้ที่ไม่แพ้ให้มาก ๆ
การดูแลรักษา เบื้องต้น คือ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มันจัด เช่น หนังเป็ด หนังไก่ นม ครีม เนย น้ำนม ในปริมาณมาก ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ และผสมผสานหลาย ๆ หมู่อาหาร เลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณมาก ๆ จะช่วยลดอาการของโรค อาหารที่มีกากหรือเส้นใย (fiber) จะช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดี นอกจากนี้กากหรือเส้นใยยังช่วยดูดน้ำไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ควรกินทีละน้อยแต่กินให้บ่อยขึ้น ไม่ควรกินจนอิ่มมาก เพราะจะกระตุ้นให้มีอาการปวดท้องและท้องเสียได้ง่าย
นอกจากนี้ยังควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลมและยาบางชนิด ซึ่งจะทำให้มีอาการมากขึ้นด้วย ภาวะเครียดก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้มีการเกร็งตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น จึงควรผ่อนคลายทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนทั้งร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้อีกส่วนหนึ่ง
ในทางการแพทย์ มีการให้การรักษาโดยการใช้ยาที่ช่วยปรับการทำงานของทางเดินอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมักจะทำหากการปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นผลสำเร็จ การรักษาที่ดีจะช่วยทำให้โรคสงบได้ แต่ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ หากมีปัจจัยกระตุ้น ดังนั้นเมื่อเกิดอาการโรคลำไส้แปรปรวน ให้หมั่นสังเกตว่าอาการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับชนิดของอาหารหรือไม่ หากมีความสัมพันธ์กัน แนะนำให้ลดหรือละอาหารดังกล่าว และรับประทานอาหารให้ตรงเวลา แต่หากไม่ดีขึ้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาการของลำไส้แปรปรวนอาจเป็นอาการเบื้องต้นที่พบได้ในโรคร้ายแรง หลายโรค เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง มะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งแพทย์จะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติม ตามข้อบ่งชี้ต่อไป

ขอขอบคุณที่มา:สสส.

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

4 สาเหตุ วัยรุ่นเสี่ยงติดพนัน

การพนันส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและ พัฒนาการของเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะด้านสมอง  งานวิจัยด้านการแพทย์ระบุชัดเจนว่าการพนันเป็นเกมที่สามารถทำลายสมองของเด็ก และเยาวชนได้อย่างถาวร
องค์การอนามัย โลกกำหนดให้พฤติกรรมติดการพนันเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง เรียกว่า Pathological Gambling หรือ โรคติดพนัน ซึ่งผู้เล่นการพนันจะมีความทุกข์จากการเล่นพนัน แต่ก็หยุดไม่ได้ยังคงต้องเล่นต่อไป
งานวิจัยทบทวนเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบระยะ ยาวจากการพนัน พบข้อมูลที่ยืนยันว่า การพนันไม่ใช่แค่เกมสนุก แต่เป็นเกมที่สามารถทำลายสมองของเด็กได้อย่างถาวร สถาบันวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตในอเมริกา (National Institute of Mental Health) โดย Ernts และคณะ ได้ศึกษาโครงสร้างสมองของวัยรุ่นด้วยการถ่ายเอ็กซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า (MRI) พบว่า สมองของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ชี้ให้เห็นว่า ช่วงวัยรุ่นตอนต้นเป็นวัยที่ยังขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งสมองส่วนหน้าซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดที่ใช้เหตุผล (Prefrontal Cortex) จะพัฒนาสมบูรณ์ในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป ถ้าวัยรุ่นหมกมุ่นหรือติดการพนันจะส่งผลให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ไม่เพิ่มเนื้อสมอง สมองส่วนหน้าจะไม่พัฒนาอย่างถาวรและยังอาจถูกคัดทิ้ง (Pruning) เพราะไม่ได้ใช้งาน ส่งผลต่อระบบคิดและพฤติกรรมที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต คือ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่อดทนรอความสำเร็จ หวังได้เงินมาอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว
การพนันเป็นเกม ที่ยั่วยุให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกได้มาก ไม่ว่าผู้เล่นจะอยู่ในสถานการณ์ที่ได้หรือเสีย ดังนั้นเด็กและเยาวชนจึงเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะติดการพนัน ได้ง่ายและถอนตัวได้ยาก สาเหตุที่วัยรุ่นติดการพนันได้ง่ายมีดังนี้
1.สื่ออินเตอร์เน็ตออนไลน์ มีโฆษณามากมายบนโลกอินเตอร์เน็ตเพียงแค่คลิกก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้อย่างง่ายดาย
2.เพื่อน เพื่อนเป็นคนแนะนำให้เล่น และวัยรุ่นมีแนวคิดลองเล่นดูดีกว่า
3.ร้อนเงิน หรือ มีความต้องการวัตถุตามสมัยนิยมสูง
4.ปัญหาครอบครัวเกิดจากการที่ต้องการประชดพ่อแม่ หนีออกนอกบ้านและหาเงินใช้เอง บางคนหาทางออกด้วยการไปเล่นพนันทำให้ติดหนี้
นอกจากนี้เด็กและเยาวชนยังเข้าถึงแหล่งพนันได้ง่าย จากการจัดวงโฟกัสกรุ๊ปเยาวชนที่มีประสบการณ์ด้านพนัน (เมษายน 2554) มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ที่เล่นการพนันมีสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการพนัน เช่น มีโต๊ะสนุกอยู่ใกล้บ้าน และในร้านสนุกเกอร์ก็มักจะมีตู้ม้าอยู่ด้วยเสมอ ในร้านสะดวกซื้อซึ่งตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่งมักมีนิตยสารฟุตบอลที่บอกอัตราแต้ม ต่อสำหรับเล่นพนันฟุตบอล ตามมหาวิทยาลัยมีโต๊ะบอลตั้งอยู่รอบๆ มีเด็กเดินโพยบอลไปชวนเล่นพนันบอลถึงในมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้คนทั่วไปรับรู้ แต่ก็ปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป
ผลกระทบจากการพนัน ซึ่งทำให้หลายคนต้องเดินเข้าสู่ด้านมืดของสังคมอย่างไม่มีทางเลือก เหตุการณ์ที่บีบคั้นคือการติดหนี้พนันและถูกข่มขู่ให้หาเงินมาใช้หนี้ เด็กเยาวชนผู้ยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้จึงหาทางออกด้วยการทำ สิ่งที่ผิดกฎหมายโดยมีผู้ใหญ่ชี้ช่องทางให้ (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, ตุลาคม 2554) ผลการวิจัยจากสหรัฐอเมริการะบุว่า 1 ใน 4 ของเยาวชนที่ติดการพนันมาจากครอบครัวที่มีพ่อแม่เล่นการพนัน เฉพาะกลุ่มที่ติดการพนันอย่างหนักมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึงร้อยละ 20 และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น
ในต่างประเทศมีรูปแบบบริการป้องกันและแก้ไขปัญหาติด การพนันโดยเฉพาะ เพราะจัดว่าการติดพนันเป็นเรื่องผิดปกติ โดยบริการประกอบด้วยบริการปรึกษาทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง บริการให้คำปรึกษาผ่านอินเตอร์เน็ตรูปแบบโปรแกรมบำบัดและฟื้นฟูผู้มีปัญหา ติดการพนัน ศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับผู้มีปัญหาและครอบครัว และศูนย์บำบัดและฟื้นฟูเฉพาะผู้มีปัญหาติดการพนัน
ปัจจัยที่ทำให้การพนันในสังคมไทยเพิ่มอย่างรวดเร็ว มีทั้งแรงกดดันจากภายนอก เห็นได้จากประเทศรอบข้างเราเปิดบ่อนกาสิโนมากมาย และคาดการณ์ว่าใน  ปี 2015 ตลาดกาสิโนในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นจาก 29% เป็น 43%
ปัจจุบันพบว่าการพนันอยู่คู่กับคนไทยประชาชน จำนวนครึ่งหนึ่งของประเทศ 32 ล้านคนเคยเล่นการพนัน ที่น่าเป็นห่วงคือ ประมาณ 1.6 ล้านคนติดการพนันซึ่งเป็นปัญหาสังคมและปัญหาสุขภาพจิต

ขอขอบคุณข้อมูล: สสส.

ออกกำลังกายนั้นดี แต่อย่ามากเกินไป

        คนที่ออกกำลังกายถึงขั้นเสียชีวิตพอมี ให้เห็น  เช่น เกิดขึ้นในที่แดดจัด เป็นลมแดดจนถึงขั้น เสียชีวิต หรือคนที่มีอายุวัยกลางคนที่ห่างหายจากการออกกาลังกาย มายาวนาน วันดีคืนดีออกไปวิ่ง อาจทาให้หัวใจวาย
ทุกคนต่างเคยได้ยินกันมาตลอดว่าการออกกำลังกายถือ เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะการออกกำลังกายมากเกินไป ยังสามารถทำร้ายร่างกายของเราได้เช่นกัน การใช้กำลังอย่างหักโหม นอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียแล้ว ยังทำให้ เกิดอาการบาดเจ็บ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ทีเดียว
         รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ รองคณบดี ฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การออกกำลังกายมากเกินไป เป็นการใช้ระยะเวลาที่นาน หรือว่าหนักเกินไป ปกติแล้วร่างกายของคนเรา ต้องออกกำลังกายที่พอเหมาะพอควรตามช่วงอายุของแต่ละคน แทนที่จะทำให้ร่างกายพัฒนากลับกลายเป็นว่ายิ่งถดถอยลงไปทุกวัน ยกตัวอย่างเช่น คนที่เล่นกีฬาเพื่อการแข่งขัน มีการฝึกซ้อมต่อวันเยอะ ประมาณ 5-6 ชั่วโมง อีกทั้งกลางคืนอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ และการเปลี่ยนแปลงทางความสามารถในการเล่นกีฬา จนเกิดอาการบาดเจ็บ ลงแข่งขันไม่ได้ตลอดชีวิต
ลักษณะของคนที่ออกกำลังกายมากเกินไป แสดงสัญญาณออกมาให้เห็น 7 ประการ ดังนี้ หนึ่ง-ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย สอง- เจ็บป่วยบ่อย ระบบภูมิคุ้มกันลดลง สาม- อารมณ์ขุ่นมัว รู้สึกกดดันในการออกกำลังกาย สี่-นอนไม่ค่อยหลับ มีความรู้สึกนอนไม่พอตลอดเวลา ห้า-รู้สึกขาหนัก ปวดเมื่อยไปทั้งตัว หก-มีความรู้สึกสับสน ทำให้อารมณ์แปรปรวน และข้อสุดท้าย เจ็ด- กระหายน้ำผิดปกติ เนื่องจากสูญเสียเหงื่อมาก หากใครก็ตามที่กำลังตกอยู่ใน อาการเหล่านี้ควรพักฟื้นร่างกายงดออกกำลังสักพัก 
        ยิ่งโดยเฉพาะ "ผู้หญิง" อาจทำให้เกินการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ภาวะประจำเดือน มาไม่สม่ำเสมอ จนในที่สุด ประจำเดือนหายไปก่อนวัยอันควร อีกทั้งทำให้รูปร่างผอมบาง ผิดปกติ ไขมันใต้ผิวหนังลดลง เสียสุขภาพตามมาในภายหลัง ในส่วนของ "ผู้ชาย" นั้นมักนิยมรับประทานอาหารเสริมในการเพิ่มโปรตีนให้กับกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเกิดภาวะที่ร่างกายรับมากเกินไป ไม่พอดีกับสารอาหารในส่วนอื่นๆ ส่งผลให้ตับและไตทำงานหนัก ซึ่งความจริงแล้ว การออกกำลังกาย แป้งเป็นส่วนสำคัญ ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม เพียงแค่ทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างเหมาะสม ก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้แล้ว 
        การเล่นกีฬาอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เกิดจากการทำ งานซ้ำๆ อาจทำให้เอ็นหรือ กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกระทำมากๆ อย่างเช่น คนที่ออกกำลังกายโดยการเล่นเทนนิส ออกแรงหวดบ่อยครั้ง จนเกิดข้อศอกอักเสบ ซึ่งเป็นการใช้ร่างกายมากเกินไป และลักษณะการใช้งานที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีการบาดเจ็บได้ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อในส่วนนั้น มากเกินไป อาจเกิดอันตรายซึ่งพบมากกับอาการข้อศอกอักเสบ นิ้วล็อค เอ็นหัวไหล่อักเสบ เอ็นส้นเท้าเปื่อยขาด เป็นต้น
คนที่ออกกำลังกายถึงขั้นเสียชีวิตก็พอมีให้เห็นอยู่ บ่อยครั้ง เช่น เกิดขึ้นในที่แดดจัดทำให้หมดแรง เป็นลมแดดจนถึงขั้นเสียชีวิต หรือว่าคนที่มีอายุวัยกลางคนที่ห่างหายจากการออกกำลังกายมายาวนาน วันดีคืนดีออกไปวิ่ง อาจทำให้หัวใจวาย ส่วนใหญ่ที่พบสาเหตุการตายมักเกินจากหัวใจวายทั้งสิ้น ดังนั้น คนที่เป็นโรคหัวใจจึงต้องระมัดระวังใน การออกกำลังกายมากกว่าคนอื่น ยิ่งปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจในเรื่องของ สุขภาพ มีการรณรงค์ให้หันมาออกกำลังกายมากขึ้น เช่น การปั่นจักรยาน การวิ่งมาราธอน หากรู้จักออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีสวนสุขภาพที่ให้ทั้งความสะดวกปลอดภัยและบรรยากาศที่ร่มรื่น ก็เป็นสิ่งที่ดีในการช่วย ส่งเสริมอีกหนึ่งทาง
       "คนสมัยนี้มี แนวโน้มเสพติดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสุขของคน บางกลุ่มที่ชอบการออกกำลังกาย เมื่อถึงจุดหนึ่งจะหลั่งสารที่เรียกว่า Endorphine เป็นสารที่หลั่งออกมาทำให้รู้สึกมีความสุข จนทำให้ติด อย่างบางคนที่วิ่งมาราธอนจนมาถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ ทำให้รู้สึกถึงความโล่งสบาย เบาตัว ทำให้เกิดความสุขก็เป็นเรื่องดี แต่อย่าหักโหมจนเกินกำลัง" รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์กล่าวเพิ่มเติม
หากสนใจที่จะวิ่งมาราธอน ควรเริ่มจาก 1 กิโล ต้องมีการฝึกฝนทุกวัน ถ้าอยากที่จะเพิ่มระยะทางที่ไกลออกไป จะต้องอ่านคู่มือเพื่อศึกษาวิธีที่ถูกต้อง ใช้ความสม่ำเสมอ อย่าหักโหมในการเพิ่มระยะ ต้องดูความ เหมาะสมกับร่างกายที่ตนเองรับไหว เคยมีนักกีฬาวิ่งมาราธอนท่านหนึ่งต้องการสปีด ระยะและเวลาในการวิ่งที่เร็วขึ้น ทำให้เกิดการใช้งานส่วนของขาหนักเกินไป ซึ่งเกิดการกระแทกซ้ำๆ ของขา แรงกดน้ำหนักไม่ไหว จนทำให้ขาหักไม่สามารถวิ่งได้อีกเลย
ดังนั้น การออกกำลังกายควรออกให้เหมาะสมแก่ช่วงวัย ในช่วงวัยเด็กที่กำลังมีการเจริญเติบโตของกระดูก แคลเซียมสำคัญมาก ควรรับประทานอาหารและดื่มนมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ในส่วนของการออกกำลังกาย ควรเป็นการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การแอโรบิก การวิ่ง และการกระโดดจะช่วยให้สุขภาพดี ส่วนคนวัยหนุ่มสาวออกกำลังกายได้ทุกประเภท การเพิ่มความเร็วความคล่องแคล่วสามารถทำได้ แต่ไม่ควรหักโหมมากนัก และในส่วนของคนวัยสูงอายุก่อนออกกำลังกายต้องมีการวอร์มอัพร่างกายก่อนทุก ครั้ง เพื่อยืดเยียดกล้ามเนื้อ แล้วค่อยออกกำลังเบาๆ ตามหลักวิธีที่ถูกต้องให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
นอกจากนี้แล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ก็ช่วยให้ผ่อนคลายจากการออกกำลัง รวมทั้งการสวมใส่รองเท้า หากเลือกที่ไม่เหมาะสม แล้วอาจทำให้รองเท้าพังและเกิดการบาดเจ็บเท้าได้ สภาพแวดล้อมพื้นถนนในการวิ่ง หากขรุขระอาจเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนอ้วนที่ต้องการออกกำลังกาย ต้องรู้จักควบคุมอาหารด้วย ไม่ควรที่จะวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก เพราะอาจทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ ควรหาวิธีอื่นๆ ก่อน เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น เมื่อ น้ำหนักลดแล้วจึงค่อยใช้วิธีการวิ่งเพื่อลด การกระแทกของข้อเข่า
หลังจากออก กำลังเสร็จแล้ว ต้องรู้จัก เลือกรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ หนึ่งอาทิตย์ ควรที่จะออกกำลังกายอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-50 นาที เพื่อให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ก็จะส่งผลไปยังระบบอื่นๆ ในร่างกายให้ทำงานดีไปด้วย การออกกำลังกายเหมาะกับทุกคน แม้ว่าบางคนอาจจะมีโรคประจำตัวก็ตาม ก็สามารถเลือกที่จะออกกำลังกายเฉพาะ ส่วนได้ ไม่มีห้อห้าม เพียงแต่จะมีข้อยกเว้นสำหรับบางโรคบางคนเท่านั้น
อยากสวยอยากหล่อไม่จำเป็นที่ต้องหน้าตาดีเพียงอย่าง เดียว ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะการออกกำลังกายก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้รูปร่างดี อยู่ตลอด ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม แต่ควรพอเหมาะพอควรตามสภาพร่างกาย ไม่เช่นนั้น แล้วสิ่งที่หวังว่าจะได้สุขภาพดี กลับได้สุขภาพแย่ ตอบแทน การออกกำลังกายนั้นดี แต่หากมาก เกินไป ก็ไม่ดีเช่นกัน

ขอข้อคุณแหล่งที่มา:สสส.

ใครว่า การเล่นไม่สำคัญ


"เด็ก ส่วนใหญ่จะไม่สนใจของเล่นที่ยากเกินวัย ฉะนั้นการเลือกของเล่น จึงควรเริ่มต้นจากของเล่นที่ง่าย ๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นยากขึ้น จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ"


       คุณแม่หลายคนคงกังวลที่ลูกน้อยเอาแต่ เล่น ไม่สนใจการอ่านเขียน แต่จริง ๆ แล้ว การเล่น เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาของเด็กทุก ๆ ด้าน ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว พัฒนาความแข็งแรง ความคล่องแคล่วว่องไว ส่งเสริมจินตนาการ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการเข้าสังคม การปรับตัว และการสื่อสารกับผู้อื่นด้วย
สอนอย่างไรให้รู้จักเล่น
       ธรรมชาติของเด็กเล็ก ขวบปีแรกจะเล่นคนเดียวกับตนเองจนกว่าอายุ 2-3 ปี จึงจะเริ่มสนใจการเล่นกับผู้อื่นมากขึ้น เด็กโตเรียนรู้การทำกิจกรรมและเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่นโดยผ่านการเล่น เด็กจะเรียนรู้การให้ การเป็นผู้นำ และผู้ตาม เรียนรู้ความเป็นมิตร และการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองจากการที่เล่นกับคนอื่นเด็กที่เป็นลูกคนเดียว อาจพอใจที่จะเล่นกับผู้ใหญ่ และไม่ยอมสัมพันธ์กับเด็กอื่น เนื่องจากพอใจกับการที่ผู้ใหญ่มักจะยอมตาม ให้คำชม ความเข้าใจและการยอมรับ จึงทำให้เด็กไม่สนใจเล่นกับเด็กอื่น ผู้ใหญ่จึงควรพยายามส่งเสริมเด็กให้เรียนรู้วิธีการเล่นกับผู้อื่น เพื่อที่เขาจะได้รู้จักใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่น ๆ โดยเริ่มต้นจากญาติพี่น้องหรือคนคุ้นเคย หาของเล่นที่เหมาะสมและสามารถทำให้เด็กสนุกสนาน โดยเป็นของเล่นหรือการละเล่นที่ต้องเล่นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จากจุดนี้จะเป็นแรงเสริมกระตุ้นให้เด็กอยากเล่นต่อ จนขยายไปสู่การเล่นเป็นกลุ่มมากขึ้น
เลือกของเล่นอย่างไร
         การเลือกของเล่นให้เด็กเป็นสิ่งสำคัญ ควรคำนึงถึงระดับอายุ และความชอบของเด็ก เช่น ช่วงอายุ 3-6 ปี เป็นช่วงที่พัฒนาความแข็งแรงและคล่องแคล่วของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก และพัฒนาจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การเล่นที่เหมาะสมควรเป็นการเล่นในสนาม วิ่ง กระโดด ขี่จักรยาน หรือการเล่นที่ใช้จินตนาการ เช่น เล่นสมมติกับตุ๊กตา เล่นบทบาทสมมติ (ครู-นักเรียน,หมอ-คนไข้)เล่นขายของ หรือฟังนิทาน จะช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ของเล่นที่ดี ประกอบด้วยลักษณะต่อไปนี้
1.มีความปลอดภัย ทำจากวัสดุไม่เป็นพิษ ไม่แหลมคม ไม่เป็นวัสดุไวไฟ ไม่มีไฟช็อต ไม่เล็กเกินไป จนกลืนเข้าคอหรือหยิบใส่จมูก 
2.ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และใช้ความคิดตามวัย ช่วยเร้าความสนใจ เช่น มีสีสันสะดุดตา กระตุ้นการรับรู้ สามารถดึง ถอด ต่อเป็นรูปต่าง ๆ ตามความพอใจ ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดจินตนาการ พัฒนากล้ามเนื้อ ประสาทตาและมือ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเรียน การอ่าน เขียน ต่อไป
3.ประหยัด ของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการส่วนมากมีราคาไม่แพง เช่น ตุ๊กตาครอบครัว ลูกบอล ดินน้ำมัน กระดาษ ดินสอสี เป็นต้น หรือใช้เศษวัสดุรีไซเคิล ทำเองได้ไม่ยาก
4.ประสิทธิภาพ ของเล่นที่ดีจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาเด็ก ได้แก่
• อายุ 0-12 เดือน  ของเล่นที่ให้เด็กไขว่คว้า เช่น โมบาย กระดิ่ง ของเล่นที่กระตุ้นการมอง ของเล่นสำหรับการถือ บีบ เขย่าของเล่นที่ใช้ดูด กัด อม (ต้องแน่ใจด้วยว่าใช้สีที่ไม่เป็นอันตรายและไม่เล็กจนติดคอได้)
• อายุ 1-2 ปี ของเล่นที่ใช้ตอก หรือที่ใช้กด ห่วงกลมที่มีราวให้สามารถเลื่อนไปมาได้ สมุดภาพสัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้เด็กรู้จักสามารถเรียกชื่อได้ ตุ๊กตา ของเล่นนุ่ม ๆ รถลาก บอล แท่งไม้ใหญ่ๆ สำหรับต่อ เป็นต้น
• อายุ 2-3 ปี กล่องที่มีช่องหลายช่องสำหรับใส่รูปทรงต่าง ๆ ก้อนไม้สีต่าง ๆ สำหรับจับคู่สี ของเล่นที่ใช้สร้างบ้าน ดินสอเทียน ดินสอสีไว้ระบายสมุดภาพ กระบะทราย,ฟุตบอล
• อายุ 3-4 ปี ภาพจิกซอว์ง่าย ๆ 6ชิ้นขึ้นไป แท่งรูปทรงต่าง ๆ ที่ยากขึ้นสำหรับให้เด็กหยิบใส่ให้ตรงช่อง รูปภาพสัตว์ของง่าย ๆ ให้เด็กจับคู่ แป้งโด LECO ตุ๊กตา กรรไกร(พลาสติก)จักรยาน 3ล้อ
พึงระลึกไว้ว่า เด็กส่วนใหญ่จะไม่สนใจของเล่นที่ยากเกินวัย ฉะนั้นการเลือกของเล่น จึงควรเริ่มต้นจากของเล่นที่ง่าย ๆ ค่อยเปลี่ยนเป็นยากขึ้น จะไม่ทำให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะซื้อของเล่นที่ยากเกินไปไม่ตรงกับพัฒนาการของเด็ก เช่น ซื้อรถบังคับรีโมทให้เด็ก 3ขวบ เด็กก็จะบังคับไม่เป็น และของเสียหายเร็ว หรือจิกซอว์ที่จำนวนชิ้นมากเกินไปสำหรับอายุ ทำให้เด็กรู้สึกล้มเหลวเมื่อทำไม่ได้
การเล่นพัฒนาเด็กได้จริงหรือ
ในขณะที่เด็กเล่น จะเกิดการประสานงานระหว่างระบบความคิดจินตนาการ ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาทสัมผัส เช่น การเอาแท่งไม้มาต่อให้เป็นรูปตึก เด็กจะต้องคิดว่าเขาจะเลือกแท่งไม้ชนิดใด จะสร้างรูปแบบอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะควบคุมให้มือเคลื่อนไหวได้เบาที่สุด เขาควรจะวางแท่งไม้อย่างไร จึงจะสมดุลเพื่อให้ได้หอคอยสูงที่สุด แต่ละขั้นตอนล้วนมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานเพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นในอนาคต
ที่สำคัญ ผู้ใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้สร้างสรรค์การเล่นด้วยตนเอง ไม่ออกคำสั่งควบคุมเกินไป เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก อย่าเอะอะดุว่า เพราะความผิดพลาดนั้นเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง เป็นบทเรียนให้เด็กรู้จักป้องกัน ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และเมื่อเล่นเสร็จต้องให้เด็กรู้จักเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ
"ว่าแต่ต้องไม่ลืมให้เด็กเล่นเป็นเวลาด้วยครับ"

ขอขอบคุณที่มาบทความ:สสส.


วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กินหวาน'มากเกินโรคร้ายถามหา



ขนมหวาน ไอศครีมเย็นฉ่ำ เครื่องดื่มแสนชื่นใจ น่าจะเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่ทราบไหมว่า ความหวานจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มนั้น นำมาซึ่งโรคร้ายโดยที่เราคิดไม่ถึง

การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ส่งผลให้เกิดการสะสมในรูปของไขมันที่พอกอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิด จากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอในการประชุมสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ประจำปี 2013 พบว่า การบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายยังอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตกว่า 180,000 รายต่อปีทั่วโลกอีกด้วย

นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลจากผลิตภัณฑ์อาหาร ขนมและเครื่องดื่มผสมน้ำตาล ถึงวันละ 88 กรัม (22 ช้อนชา) หรือเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า ซึ่งมากเกินความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคร้ายจากการบริโภคน้ำตาลมากที่สุด

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งปริมาณที่พอเหมาะและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคือไม่เกินวันละ 40 กรัม (10 ช้อนชา) แต่ปริมาณแนะนำสำหรับคนไทยก็คือ ไม่เกินวันละ 24 กรัม (6 ช้อนชา) เผื่อไว้สำหรับการกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แล้วโดยไม่ทราบปริมาณ

ลดความหวานลงสักนิด อย่ากินตามใจอยาก เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

ขอขอบคุณที่มา: สสส.

ทีวีออนไลน์

ชอบกด Like ใช่กด Share