z35W7z4v9z8w
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรค แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โรคเส้นเลือดขอด

รวมบทความน่าอ่านขอเสนอ..."โรคเส้นเลือดขอด"
หลอดเลือดขอด (Varicose Veins) เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ส่วนใหญ่หมายถึงความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณขาซึ่งเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาจากแพทย์
          ในหลอดเลือดดำที่ขา เลือดจะถูกลำเลียงกลังไปยังหัวใจภายใต้ความดันประมาณ 20 มิลลิเมตรปรอท โดยที่เลือดในกล้ามเนื้อขาจะเข้าไปในหลอดเลือดดำส่วนลึก ส่วนเลือดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อยู่รอบนอกจะไหลไปตามหลอดเลือดดำ เมื่อมีความผิดปกติของการรวมกันของหลอดเลือดดำที่ตำแหน่งนี้จะทำให้เลือดย้อนลงตามหลอดเลือดดำส่วนตื้น ทำให้มีการโป่งขยายของหลอดเลือดดำส่วนปลายที่เรียวกว่า "ภาวะหลอดเลือดขอด"

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดขอด ได้แก่
          1.อายุที่มากขึ้น จะพบหลอดเลือดขอดได้มากขึ้นกว่า 70% ของคนอายุ 70 ปีขึ้นไปจะพบหลอดเลือดขอด
          2.ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวมีโอกาสเกิดหลอดเลือดขอดเพื่มขึ้นเป็น 2 เท่า
          3.หลอดเลือดขอดพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
          4.บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยให้ประวัติว่ามีหลอดเลือดขอดเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ อาจเป็นผลจากการที่มี
ระดับของฮอร์โมนสูงขึ้น
          5.กลุ่มอาชีพที่ต้องยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหลอดเลือดขอด
          6.หลอดเลือดขอดพบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงเกินค่ามาตรฐาน
          7.หลอดเลือดขอดพบได้ 12% ของประชากรในประเทศตะวันตกส่วนอุบัติการณ์ในประเทศทางตะวันออกจะต่ำกว่า ทั้งนี้อาจมีส่วนสัมพันธ์กับอาหารที่กิน

          ส่วนกลไกที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดหลอดเลือดขอดยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะเป็นความผิดปกติของผนังหลอดเลือดดำหรือวาลว์ปิด-เปิดในหลอดเลือดดำเสียไป

อาการของภาวะหลอดเลือดขอด
          ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์ เนื่องจากลักษณะที่แลเห็นจากภายนอกมองดูไม่สวยงาม เนื่องจากมีการขอดตัวของหลอดเลือดดำส่วนตื้น โดยจะมีขนาดประมาณ 3-15 ม.ม. มักเริ่มเป็นที่น่องโดยที่ไม่มีอาการใดๆ ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการปวดล้า หรือรู้สึกเมื่อยที่ขาหลังจากยืนนานๆ มักมีอาการมากขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็น ผู้ป่วยจะรู้สึกดีเมื่อได้นอนราบและยกขาขึ้นสูง
          หลอดเลือดขอดที่เป็นอยู่นาน อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาโดยมากจะเป็นการอักเสบของตัวหลอดเลือดขอดเอง หรือบางคร้ังเกิดการอุดตัน แต่พบได้น้อยมาก และปัญหาเลือดออกมากหลังได้รับอุบัติเหตุที่หลอดเลือดขอดขนาดใหญ่อยู่ใต้ผิวหนังที่ค่อนข้างบาง ซึ่งอาจทำให้เสียเลือดในปริมาณมาก  แต่สามารถแก้ไขได้ง่าย  โดยให้ผู้ป่วยนอนยกขาสูงและพันด้วยผ้ายืดซึ่งจะช่วยหยุดเลือดได้

การรักษาโรคหลอดเลือดขอด
          ทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การให้คำแนะนำ การใช้ถุงน่องทางการแพทย์หรือการพันผ้ายือ การฉีดยาเข้าหลอดเลือดขอด หรือการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหลอดเลือดขอดและอาการของผู้ป่วย แต่เบื้องต้น คุณควรหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งประจำที่อยู่นานๆ ควบคุมน้ำหนักตัว และหมั่นออกกำลังกายด้วยการเดิน เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบน่อง ซึ่งจะทำให้อาการของหลอดเลือดขอดลดลง

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นิ้วล็อก(Repetitive Strain Injury)

รวมบทความน่าอ่านวันนี้ขอเสนอ    "นิ้วล็อก(Repetitive Strain Injury)"
         คุณรู้หรือไม่ว่าการที่มือของเราถูกใช้งานมากเกินไป หรือคนที่ต้องหิ้วของหนักๆ อยู่เสมอนั้นจะทำให้เกิด "โรคนิ้วล็อก"ขึ้นได้
         โดยผู้เป็นโรคนี้จะกำมือและงอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้วออก นิ้วใดนิ้วหนึ่งจะเหยียดไม่ได้ เหมือนโดนล็อกไว้และจะมีอาการปวดด้วย

http://www.กายภาพบําบัด.com/article/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87
ที่มาของภาพ:กายภาพบำบัด

ดังนั้นเราสามารถป้องกัน "โรคนิ้วล็อก"ได้ง่ายๆดังนี้
          1.ไม่ควรทำงานที่ใช้มืออย่างหนักและต่อเนื่องเกินไปแต่ถ้าจำเป็นก็ควรพักมือเป็นระยะๆ
          2.ไม่หิ้วของหนักแต่ถ้าจำเป็นก็ควรใช้ผ้าขนหนูหรืออะไรนิ่มๆรองและหิ้วโดยทิ้งน้ำหนักลงที่ฝ่ามือแทนข้อมือ
          3.เมื่อใดที่ต้องใชอุปกรณ์ช่างที่ต้องทำมือในลักษณะ กำ บด กด ควรสวมถุงมือ หรือเอาผ้ามาหุ้มด้ามจับอุปกรณ์ให้ใหญ่ขึ้นจะได้เหมาะมือ
          4.ไม่บิดผ้าหรือซักผ้าด้วยมือเปล่าในจำนวนมากๆและบ่อยครั้ง

"รวมบทความน่าอ่าน"

ที่มาข้อมูล:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน ประโยชน์มหาศาลของการดื่มน้ำตอนเช้า

         

          การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง เป็นการรักษาสุขภาพที่ดี โดยในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้นิยมการดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี
          ทั้งนี้มีการทดลองทางวิทยา ศาสตร์พบว่า น้ำสามารถใช้ชะลอความแก่ และสามารถบำบัดรักษาโรคได้ และเราสามารถใช้น้ำเพื่อบำบัดรักษาโรคได้หลายโรค โดยมีการพิสูจน์จนยอมรับว่าสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (ค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลา) ทั้งปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคหัวใจเต้นเร็วโรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไต และยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆโรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวง โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี มะเร็ง และรอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก


วิธีการรักษาสุขภาพด้วยการดื่มน้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถแปรงฟันและล้างหน้าได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไรจนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตาม ปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา:https://www.facebook.com/notes/chang-drinkingwater/ข้อดีของการดื่มน้ำตอนท้องว่าง/193603577388477

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รวมบทความน่าอ่าน นอนกรนเพชฌฆาต (ไม่) เงียบ


ที่มาภาพ:นอนกรน

นอนกรนเพชฌฆาต (ไม่) เงียบ


บทความน่ารู้ : เรื่องนอนกรนเพชฌฆาต (ไม่) เงียบ
เสียงกรนเกิดจากเหตุและปัจจัยมากมายหลายอย่างแต่สาเหตุ สำคัญที่นำไปสู่การกรนก็คือ โรคความดันโลหิต เบาหวาน โรคหัวใจ โรคนอนกรน รวมถึงโรคอ้วน โดยเสียงกรนจะเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนตัวผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง เช่น บริเวณที่มีเนื้อเยื่ออ่อน นุ่ม หรือหย่อนเกินไปหรือบริเวณที่ไม่มีอวัยวะส่วนแข็งค้ำยัน ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย เช่น ส่วนเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น กล้ามเนื้อ และเยื่อบุของลำคอ



อาการของโรคคนนอนกรนมีอยู่ 2 ประเภท คือ

อาการนอนกรนธรรมดา ซึ่งไม่อันตราย เพราะจะไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการนอนกรนอันตราย ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ เพราะอาจจะเกิดการหยุดหายใจขณะหลับ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นเป็นช่วงๆ จึงไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการทำกิจกรรมในช่วงเวลากลางวัน เช่น การเรียน การทำงาน

สำหรับการรักษาผู้ที่มีอาการนอนกรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จำเป็นที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม โดยแบ่งการรักษาออกเป็น 3 วิธีคือ

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นวิธีแรกที่แพทย์จะแนะนำแก่ผู้ป่วย โดยเริ่มจากการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยานอนหลับ ฯลฯ รวมถึงการปรับเปลี่ยนท่านอน โดยไม่ควรนอนหงาย

การรักษาโดยใช้เครื่องหายใจขณะนอน ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ลดการอุดกั้นขณะนอนหลับ

การรักษาโดยวิธีผ่าตัด หากทั้ง 2 วิธีข้างต้นไม่สามารถทำให้อาการนอนกรนดีขึ้น การผ่าตัดเพิ่มขนาดของทางเดินหายใจส่วนบนจะเป็นอีกทางหนึ่งในการรักษา เพื่อแก้ไขการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจโดยแพทย์จะวินิจฉัยชนิดและตำแหน่ง ของการอุดกั้นทางเดินหายใจและเลือกวิธีที่เหมาะสม แต่การผ่าตัดนั้นจะแก้ไขได้เพียงจุดเดียว ซึ่งอาจไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น จึงอาจต้องมีการผ่าตัดซ้ำๆ เพื่อแก้ไขทางเดินหายใจส่วนที่แคบในบริเวณอื่น

นอกจากนี้ผู้ป่วยก็ต้องดูแลตนเองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะความอ้วนทำให้ไขมันไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้ส่วนนี้กลับมาแคบใหม่ และเป็นเหตุให้เกิดการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลับมาเป็นเหมือนเดิม รวมถึงยังควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัว กระชับและชะลอการหย่อนยาน

เห็นไหมว่า ถึงอย่างไรการออกกำลังกายและการควบคุมน้ำหนักก็ยังเป็นตัวช่วยสำคัญอยู่ดี

รวมบทความน่าอ่าน

ข้อมูลจาก:http://www.thaibizcenter.com/knowledgecenter.asp?kid=11144





ทีวีออนไลน์

ชอบกด Like ใช่กด Share