z35W7z4v9z8w
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีดี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน ลมพิษ

          เมื่อคุณรู้สึกว่ามีผื่นแดง นูน ขอบชัดเจน และคัน เกิดขึ้นตามร่างกาย น้่นแหละ คือ ลมพิษ บางคนเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือบางคนอาจเป็นวัน และบางคนอาจขึ้นทุกวันติดต่อกันเป็นปี
สาเหตุของลมพิษมีมากมาย อาจเกิดจากการแพ้สารบางชนิดจากการกิน จากการสัมผัส จากการสูดดม ฯลฯ ไม่มีใครอยากเป็นลมพิษ แต่หลายคนก็สุดวิสัยจริงๆ ที่จะห้ามอาการที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเรามารู้จักสาเหตุสำคัญของการเป็นลมพิษ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้ทำให้คุณวุ่นวายใจกันเถอะ

ลมพิษจากอาหาร
           อาหารที่เป็นสาเหตุหลักมักจะเป็นพวกโปรตีน โดยเฉพาะอาหารทะเล อาทิ กุ้ง หอย ปู ปลา นอกจากนั้น ไข่ นม ถั่ว ผักที่มีสารปรอทและผลไม้ ก็อาจก่อให้เกิดลมพิษได้เช่นกัน สารปรุงแต่งอาหารต่างๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิดอาการ เช่น สีปรุงแต่งอาหาร

ลมพิษจากยา
          ยาก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งภายหลังการกินยาอาจจะเกิดลมพิษขึ้นได้ทันที แต่บางรายอาจกินเวลาไปถึง 7-10 วันถึงค่อยแสดงอาการ ยาที่เข้าข่ายก่อให้เกิดลมพิษ หลักๆ มีดังนี้ ยาประเภทปฏิชีวนะ อาทิ เพนนิซิลินซัลฟา

ลมพิษจากแสงแดด
          จะเกิดขึ้นมากกับผู้หญิงที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 30-40 ปี ที่ต้องออกแดดและมิได้ทาครีมกันแดดป้องกัน

ลมพิษจากความเย็น
          สำหรับใครที่ต้องทำงาน และมีเหตุต้องอยู่ในที่ที่เย็นจัด แต่ไม่ยอมสวมชุดที่สามารถให้ความอบอุ่น ก็สามารถที่จะเกิดลมพิษขึ้นได้ เพราะแพ้ความเย็น

ลมพิษจากสารในอากาศ
          ในกรณีนี้เป็นกรณีที่หลีกเลี่ยงยากมาก เพราะบางทีคุณเดินอยู่เฉยๆ ลมพิษก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว เพราะสาเหตุนั้นกระจายอยู่ในอากาศที่คุณต้องสูดดมอยู่เสมอ ยากที่จะสังเกตได้ อาทิ ฝุ่น เชื้อรา เกสร และขนสัตว์

ลมพิษจากแมลง
         อาจก่อให้เกิดลมพิษได้ทังจากการสัมผัส และการถูกกัด (ไรแมว ไรสุนัข ริ้น บุ้ง ฯลฯ) หรือ จากการถูกต่อย (ผึ้ง ต่อ ) ควรระวัง เพราะบางรายอาจถึงขั้นช็อก และเสียชีวิตในทันที

ลมพิษจากเหงื่อ
          ส่วนใหญ่จะเป็นตอนหลังออกกำลังกาย เพราะจะมีปริมาณเหงื่อมากทำให้เกิดผื่นแดงเม็ดเล็กๆ ขึ้นกระจายตามแขนและขา

รวมบทความน่าอ่าน
ที่มาบทความ:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

รวมบทความน่าอ่าน เคี้ยวมาก สุขภาพดี

           การเคี้ยวอาหารไม่เพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่าแนบแน่นด้วย เพราะการเคีัยวมากจะช่วยให้สมองปราดเปรียวขึ้น โดยการเคีัยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (salivary gland) และต่อมใต้หู (parotid gland) หลั่งฮอร์โมนออกมา ขณะเดียวกันอาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วยการกระตุ้นนี้จะทำให้สมองปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิด และสมาธิ


ต่อไปนี้คือผลที่ได้จากการทดลองเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เคี้ยวอาหาร
              การเคี้ยวอาหาร 30 ครั้ง ผลที่ได้จากการกินอหารแต่ละคำควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ครั้ง จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ
              การเคี้ยวอาหาร 50 ครั้ง จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร นอกจากนี้ยังลดความอ้วนได้ เนื้องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินความจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
               การเคีัยวอาหาร 100 ครั้ง ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็นกินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อหรือระคายต่อร่างกายได้
               การเคี้ยวอาหาร 200 ครั้ง ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ครั้งต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรังและโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว
               ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น

รวมบทความน่าอ่าน
ที่มาบทความ:หนังสือสุขภาพทราบก่อนป่วย

ทีวีออนไลน์

ชอบกด Like ใช่กด Share