ตับ
เป็นอวัยวะซึ่งถือว่าสำคัญมากๆ ส่วนหนึ่ง และหากดูแลไม่ดี
อวัยวะส่วนนี้ก็จะเกิดโรคภัย ซึ่งสามารถคร่าชีวิตของคุณได้ เรามาดูกันว่า
เราจะดูแลตับของเราได้อย่างไรบ้าง
และอะไรคือนิสัยหรือสิ่งที่เป็นการทำร้ายตับของเราเอง
พฤติกรรมหลักๆ
ที่ทำให้ตับเสื่อม ประกอบไปด้วย การนอนดึกและตื่นสาย การไม่ปัสสาวะในตอนเช้า
การทานจุเป็นประจำ การไม่รับประทานอาหารเช้า การบริโภคยามากเกินไป
การบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุกันเสีย สีผสมอาหาร
วัตถุปรุงแต่งและน้ำตาลเทียม การบริโภคน้ำมันที่ใช้ทำอาหารซึ่งด้อยคุณภาพและไม่เป็นประโยชน์
ถ้าหากคุณสามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันในการทอดอาหารซึ่งรวมถึงการใช้น้ำมันที่ดีที่สุดที่ใช้ทำอาหารเช่นน้ำมันมะกอก
จงหลีกเลี่ยงการบริโภคของทอดเมื่อคุณมีอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย
ยกเว้นถ้าร่างกายคุณแข็งแรงดี
ทั้งนี้
การบริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงมากเกินไปย่อมสร้างภาระแก่ตับได้เหมือนกัน
ผักควรทานสดๆ หรือผ่านการทำให้สุกเพียง3-5 ส่วน
ผักที่ผ่านการผัดควรจะบริโภคให้หมดในมื้อเดียว อย่าเก็บไว้ทานในมื้ออื่นๆแล้วทีนี้
เราจะมีวิธีดูแลตับของเราได้อย่างไรบ้าง เคล็ดลับง่ายๆ ที่ได้รับการแนะนำก็คือ
เรื่องของช่วงเวลา ดังนี้
ช่วงเวลากลางคืน
3-5 ทุ่ม เป็นระยะเวลาที่ร่างกายจะกำจัดสารพิษต่างๆ
โดยระบบต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย (ระบบหมุนเวียนของน้ำเหลืองในร่างกาย)
ช่วงเวลานี้ควรจะต้องถูกใช้ไปในการพักผ่อนหรือผ่อนคลายด้วยกิจกรรมอื่นใด
ช่วงเวลากลางคืน
5 ทุ่ม-ตี 1
เป็นเวลาที่จะเกิดกระบวนการกำจัดสารพิษในตับ
ซึ่งควรจะต้องอยู่ในช่วงการนอนหลับสนิท ในช่วงเช้าระหว่างเวลาตี 1 ถึง ตี 3 นั้น
กระบวนการกำจัดสารพิษในน้ำดีก็ควรจะเป็นช่วงแห่งการนอนหลับสนิทเช่นกัน
ช่วงเวลาตี
1-ตี 3 การกำจัดสารพิษในปอด เพราะฉะนั้น
อาจจะมีอาการไออย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่มีปัญหาการไอในช่วงเวลาดังกล่าว
ตอนนี้กระบวนการกำจัดสารพิษจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจแล้ว
และก็ไม่จำเป็นที่คุณจะใช้ยาแก้ไอเพื่อที่จะได้ไม่ไปขัดขวางขั้นตอนการกำจัดสารพิษในร่างกาย
ช่วงเช้า
ตี 5-7 โมงเช้า จะเป็นช่วงที่ร่างกายกำจัดสารพิษในปลายลำไส้ใหญ่
ดังนั้นเราจึงควรขับถ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวนี้
ช่วงเช้า
7-9 โมงเช้า เป็นเวลาที่สารอาหารจะถูกดูดซึมสู่ลำไส้เล็กได้ดี ดังนั้น
เราจึงควรทานอาหารเช้าในช่วงนี้และท่องไว้เลยว่า
"การนอนดึกตื่นสายหรือพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงกลางคืนนั้นคือ
สิ่งที่ทำร้ายตับอย่างถึงที่สุด"
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล:http://www.scimath.org/sciencearticle/item/3780-2013-10-08-04-14-18
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น